พ.ศ. 2488

   ฯพณฯ ศรีสุภาส จันทรโบส อดีตผู้นำคนหนึ่งของอินเดีย ได้บริจาคเงินจำนวน 250,000 บาท ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อจัดสร้างถาวรวัตถุใดก็ได้ ที่จะช่วยเสริมสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย 

 
พ.ศ. 2503

   นิสิตชมรมกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณีในสมัยนั้น ได้ทำหนังสือต่อมหาวิทยาลัย ขอให้นำเงินดังกล่าว จัดสร้าง “พุทธสถาน” ขึ้น ด้วยเหตุผลว่า :-
1.) เมืองไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา และวัฒนธรรมไทยเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อยู่กับพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น และ
2.) พุทธศาสนาถือกำเนิดในอินเดีย ดังนั้นสิ่งที่จะประสานระหว่าง ไทย-อินเดีย ได้ชัดเจนที่สุด ก็คือพุทธศาสนา

พ.ศ. 2510
    ชาวจุฬาฯ เริ่มมีความตื่นตัวมากขึ้นในการที่จะทำให้ความปรารถนาดีของ ฯพณฯ ศรีสุภาส จันทรโบส และข้อเสนอของนิสิตกลุ่มพุทธฯ สมัยนั้นเป็นความจริงขึ้น ได้มีการจัดอภิปรายหน้าพระที่นั่ง เรื่อง “นิสิตกับการเผยแพร่ศาสนา” เพื่อจัดหารายได้สมทบทุนสร้าง “พุทธสถาน” มีการเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมสัมมนา ตลอดจนทำแบบสอบถาม ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคนทั่วไป
     
พ.ศ.2510 

   วันที่ 26 มกราคม 2510 นิสิตชมรมกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณีในสมัยนั้น ได้อาราธนาท่านพุทธทาสภิกขุมาบรรยายและแสดงความคิดเห็นในประเด็น “พุทธวิหาร ที่มหาวิทยาลัย” ซึ่งท่านได้ให้ข้อคิดสำคัญ คือ :-
     “….ถ้าเราจะจัดให้ดี ด้วยจิตใจที่เป็นธรรม เราจะสามารถใช้สถานที่นี้ เป็นที่ประกอบพิธีต่างๆ ทางศาสนาได้เป็นวงกว้าง คือว่าไม่เฉพาะพุทธศาสนา จะเป็นศาสนาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องพิจารณากันในส่วนนี้ด้วยว่า สถานที่ที่เราจะจัดขึ้นนั้น จะจัดอย่างไร จึงจะใช้ได้ในระหว่างศาสนา เพราะปรากฏว่าประชาชนชาวไทยเรานี้ก็มี พุทธศาสนา มีคริสตศาสนา มีอิสลามศาสนา และมีศาสนาเล็กๆ น้อยๆ อะไรอื่นๆ อีก ซึ่งจะต้องนึกถึงเขาด้วย เราจะต้องทำให้เขาได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ได้ตามสัดตามส่วน นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรเป็นวัตถุประสงค์อย่างยิ่ง….”
      “….การที่จะมีพุทธวิหารในมหาวิทยาลัยนี้ ยังไม่เคยมี ถ้ามีก็จะเป็นเหมือนกับเรื่องขึ้นศักราชใหม่ ในการกระทำเพื่อผลอันยิ่งใหญ่….”
       “….สำหรับแบบอาคารที่จะสร้างขึ้นนั้น กล่าวได้แต่เพียงหลักกว้างๆ ว่า มันควรจะมีรูปร่างที่ใช้ได้ หรือดูได้ คือ ดูก็ได้ใช้ประโยชน์ก็ได้ ในลักษณะที่ไม่ขัดหูขัดตา แก่ผู้ที่นับถือศาสนาทั้ง 3 ศาสนา ใช้คำว่า “ทั้ง 3 ศาสนา”
       “….การตั้งชื่ออาคารหลังนี้ ควรพิจารณาเป็น 3 อย่างด้วยกัน คือว่า เราจะตั้งชื่อ ให้ชื่อนั้นแสดงความหมายเป็น อนุสรณ์แก่สุภาส จันทรโบส โดยตรงอย่างนี้ก็ได้ ประการหนึ่ง หรือว่าเราจะให้ชื่อนี้แสดงไปในทางเป็นกลางๆ ไม่เล็งถึงศาสนาไหนๆ เลยก็ได้ หรือว่าเราจะตั้งชื่อนี้แสดงไปในทางเป็นกลางๆ ให้เป็นไปในทางที่แสดงถึงลักษณะของกิจการที่เป็นวัตถุประสงค์ของเราโดยตรงก็ได้ (ตัวอย่างชื่อที่ท่านให้ไว้ เช่น ศาลาธรรมสุภาส หรือธรรมสุภาสศาลา ; ธรรมศาลา หรือธรรมวิหาร ;มนุษยธรรมากร หรือมนุษยธรรมาลัย เป็นต้น)

 

                                          


พ.ศ. 2511

   ความคิดที่จะจัดสร้าง “พุทธสถาน” ได้เปลี่ยนไปเป็นการสร้าง “ธรรมสถาน” ขึ้นแทน เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านศาสนธรรมของชาวจุฬาฯ โดยไม่จำกัดขอบเขตความคิดความเชื่อเฉพาะในศาสนาใดศาสนาหนึ่งเท่านั้นแต่ความคิดดังกล่าวก็ยังไม่อาจบรรลุผลเป็นจริง เพราะทางมหาวิทยาลัยไม่สามารถหาสถานที่เหมาะสมสำหรับจัดสร้าง “ธรรมสถาน” ได้

 

          

พ.ศ. 2518

   ทางมหาวิทยาลัยก็ได้กำหนดสถานที่สร้างอาคารธรรมสถานแน่นอนขึ้น โดยให้อยู่ข้างจุฬานิเวศฯ ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของธรรมสถานปัจจุบัน และได้ออกเงินอีกจำนวนหนึ่ง สมทบกับเงินทุนของฯพณฯ ศรีสุภาส จันทรโบส เพื่อให้สามารถจัดสร้างธรรมสถานได้อย่างจริงจัง

 

 
พ.ศ. 2522
   วันที่ 24 - 26 มีนาคม พ.ศ. 2522 ก่อนที่อาคารธรรมสถานจะสร้างเสร็จ ได้มีการจัดประชุมวิชาการระหว่าง ผู้แทนองค์การศาสนาต่างๆ เรื่อง “ศีลธรรมกับศาสนาของโลก” ณ ศูนย์สารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยมี ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดประชุมวิชาการ นับเป็นกิจกรรมแรกที่เริ่มเปิดตัวในนาม “ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

พ.ศ. 2522
   วันที่ 10 พฤศจิกายน 2522 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารธรรมสถาน ชุดแรกจำนวน 13 คน เพื่อดำเนินกิจการของธรรมสถานฯ อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยมีวาระ 1 ปี และได้แต่งตั้งศ. ดร.ระวี ภาวิไล เป็นผู้อำนวยการธรรมสถาน โดยมีองค์ประกอบทั่วไป คือ ท่านอธิการบดี เป็นประธานกรรมการ ,รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร เป็นรองประธานกรรมการ นอกจากนั้นมีรองอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สิน ผู้แทนสมาคมนิสิตเก่า ผู้ทรงคุณวุฒิของศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม เป็นกรรมการ โดยมีผู้อำนวยการธรรมสถาน เป็นกรรมการและเลขานุการ และเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปของธรรมสถานฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

พ.ศ. 2522

   วันที่ 7 ธันวาคม 2522 จัดอภิปรายเรื่อง “ศาสนาคือทางเลือกสุดท้ายของมนุษย์” ณ อาคารธรรมสถาน นับเป็นกิจกรรมแรกที่จัดขึ้นในอาคารธรรมสถานจุฬาฯ

 

                                           

พ.ศ. 2523
   วันที่ 3 สิงหาคม 2523 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทรงเปิดอาคาร เพื่อเริ่มกิจการธรรมสถานฯ อย่างเป็นทางการ
 
พ.ศ. 2524

   วันที่ 21-22 มีนาคม 2524 ได้จัดงาน “มหาชาติ” ขึ้น ณ ห้องโถงอาคารธรรมสถานจุฬาฯ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งมีพระประสงค์ให้จัดงานเทศน์ “มหาชาติ” ตามรูปแบบที่ถูกต้องตามตำรับหลวงหรือที่เรียกว่า เทศน์มหาชาติร่ายยาว ขึ้น เพื่อชี้นำให้คนไทยได้เข้าใจในคุณค่าของ เรื่องมหาชาติ และอนุรักษ์ประเพณีการเทศน์มหาชาติที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล โดยในวันแรกเป็นการประชุมวิชาการ เรื่อง “คุณค่าของมหาชาติในทางธรรมะ” ซึ่งมีฯพณฯ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นประธานเปิดประชุมวิชาการ และวันที่สองเป็นการสวดมหาชาติคำหลวง ซึ่งการสวดนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงร่วมฟังและทรงรับเป็นเจ้าภาพใน “กัณฑ์กุมาร”

                         


พ.ศ. 2524

   พฤษภาคม 2524 ได้สนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการริเริ่ม ให้มีการส่งบัตรอวยพรที่มีข้อธรรมะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ระลึกถึงคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในโอกาสวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนาคือ “วันวิสาขบูชา" โดยได้จัดพิมพ์บัตรอวยพรวิสาขบูชาขึ้นเป็น ชุดๆละ 8ภาพ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานข้อความคติธรรมที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ ลงในบัตรอวยพรที่จัดพิมพ์จำหน่ายเผยแพร่นั้นด้วย

 

                                     
พ.ศ. 2525

   ได้ร่วมกับคณะระดมธรรม ขออนุญาตท่านเจ้าคุณพระราชวรมุนี (ป. อ. ปยุตฺโต)(ปัจจุบัน พ.ศ.2552  คือ พระพรหมคุณาภรณ์) จัดพิมพ์หนังสือ”พุทธธรรม” (ฉบับเดิม 206 หน้า)เพื่อเผยแพร่และจำหน่ายในราคา ต้นทุน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้เขียนปรับปรุงใหม่ จนเป็นฉบับปรับปรุงและขยายความ 1,066 หน้า โดยเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของธรรมสถานฯ เป็นผู้ดำเนินการในส่วนของการทำอาร์ตเวอร์ค และงานด้านโรงพิมพ์ทั้งหมด ซึ่งได้จัดพิมพ์รวม 2 ครั้ง จำนวน 3,500 เล่ม และภายหลังท่านเจ้าคุณอาจารย์ ได้ปรับปรุงขยายความเพิ่มเติมขึ้นอีกเป็นจำนวน 1,145 หน้า ได้มอบให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นผู้จัดพิมพ์ตั้งแต่ครั้งที่ 3 เป็นต้นไป ปัจจุบันหนังสือ “พุทธธรรม” เป็นหนังสือเรียนและอ้างอิง ที่สำคัญที่สุดและแพร่หลายมากที่สุดเล่มหนึ่งของประเทศไทย ที่ใช้ในการศึกษาและค้นคว้าหลักธรรมใน พระพุทธศาสนา ทั้งในสถาบันการศึกษาทั่วไปตลอดจนในวงการศึกษาของคณะสงฆ์